ประวัติการก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์ มศก.

ประวัติการศึกษาเภสัชศาสตร์ในประเทศไทย

   การศึกษาเภสัชศาสตร์ของประเทศไทย ในสมัยดั้งเดิม เป็นการศึกษาที่สืบเนื่องกันมาในวงศ์ตระกูล มิได้จัดขึ้นเป็นระบบโรงเรียนเช่นปัจจุบัน ความรู้เรื่องยาที่มีสอนกันอยู่นั้น ได้มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน ในเรื่องของยาและแหล่งกำเนิด อันได้แก่ เภสัชวัตถุ (Materia medica) ประกอบ กับการถ่ายทอดความรู้จากอินเดียโดยอาศัยตำราจิกิจฉา อันเป็นองค์ (Volume) หนึ่งของอายุรเวท ซึ่งเป็นอุปเวท หรือคัมภีร์ย่อย (Synopsis) ของคัมภีร์พระเวทอันเป็นอารยธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดีย กับความรู้จากชาวจีนที่ได้จากตำราเน่ยจิง มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นความรู้ทางเภสัชศาสตร์ของชาติไทยขึ้น ผู้มีความรู้ทางเภสัชศาสตร์ เมื่อเข้ารับราชการในราชสำนัก จะดำรงตำแหน่งพนักงานเครื่องต้น ซึ่งทำหน้าที่ปรุงประกอบพระโอสถถวายองค์พระมหากษัตริย์ คำว่า พนักงานเครื่องต้นจึงตรงกับคำว่าเภสัชกรในปัจจุบัน ตำแหน่งพนักงานเครื่องต้นได้มีตลอดมาในราชสำนัก จนถึงปี พ.ศ. 2427 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงปรากฏว่าขาดแคลนผู้มีความรู้ความสามารถในการเป็นพนักงานเครื่องต้นและจากการมียาแบบยุโรป หรือที่เรียกว่า "ยาฝรั่ง"เข้ามาแพร่หลายในประเทศไทย โดยมิชชันนารีจากยุโรปและอเมริกา ประชาชนและข้าราชการได้หันไปนิยม "ยาฝรั่ง" และการบำบัดโรคแบบ "ฝรั่ง" กันมาก ประกอบกับความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศชาติเพื่อความอยู่รอดจากภัยรุกรานของต่างชาติที่เสาะแสวงหาอาณานิคมอยู่ในขณะนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งให้การศึกษา โดยจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2414 และตั้งโรงเรียนฝึกหัดวิชาแพทย์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2433 ซึ่งได้มีวิวัฒนาการขึ้นเป็นโรงเรียนแพทยากร ราชแพทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตามลำดับ
  
    การศึกษาเภสัชศาสตร์แผนตะวันตกอย่างมีระบบ และเป็นรากฐานของการศึกษาเภสัชศาสตร์
แผนใหม่สืบมาจนทุกวันนี้ได้กำเนิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ว่า ตามกรมกองทหารบกมีแพทย์ประจำหน่วยพยาบาลอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีผู้ที่ได้เรียนและได้รับการอบรมไปประจำอยู่ตามที่จ่ายยาเลย ควรจะตั้งโรงเรียนแพทย์ปรุงยาขึ้นอีกแขนงหนึ่ง และได้ทรงประทานพระดำรินี้ แด่สมเด็จพระเจ้าบรม-วงศ์เธอกรมพระยาชัยนาทนเรนทร (ขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ เป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุน) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2456 จึงได้มีประกาศกระทรวงธรรมการ เรื่อง "ระเบียบการจัดนักเรียนแพทย์ผสมยา พ.ศ. 2457" และจัดตั้ง "แผนกแพทย์ปรุงยา โรงเรียนราชแพทยาลัย" ขึ้นเพื่อจัดสอนและฝึกหัดแพทย์ผสมยา ตั้งแต่เทอมต้น ศก 2457 เป็นต้นไป จึงนับได้ว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เป็น พระบิดาแห่งวิชาชีพทางเภสัชศาสตร์แผนใหม่ การศึกษาเภสัชศาสตร์แผนปัจจุบันจึงได้เริ่มดำเนินการสอนในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2457 โดยกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าศึกษาไว้ว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และต้องเป็นผู้ที่สอบไล่ได้มัธยมปีที่ 6 หรือวิชาขั้นต้นได้แล้ว เวลาในการศึกษาจนสำเร็จหลักสูตรมีกำหนด 3 ปี และได้รับ "ประกาศนียบัตรแพทย์ปรุงยา" ปีแรกรับนักเรียนรุ่นแรกจากนักเรียนแพทย์ปี 1 ที่สนใจเข้ามาเรียนปีที่ 2
  ลุปี พ.ศ. 2460 ได้มีประกาศกระทรวงธรรมการ ลงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2460 ให้รวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเข้าในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งประดิษฐานขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459) การศึกษาเภสัชศาสตร์จึงแปรสภาพเป็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย
  พ.ศ. 2462 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสาธารณสุข ทำให้การศึกษาเภสัชศาสตร์หยุดชงักลง
  พ.ศ. 2465 ได้มีการรื้อฟื้นการศึกษาเภสัชศาสตร์ขึ้นใหม่ มีการปรับปรุงหลักสูตร โดยความร่วมมือจากเภสัชกรชาวอังกฤษ และมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์
  พ.ศ.2477 ได้มีพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บังคับใช้วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2477 กำหนดให้จัดตั้ง "แผนกอิสสระเภสัชกรรมศาสตร์" ขึ้น และมหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญาบัณฑิตสำหรับวิชาเภสัชกรรมศาสตร์ แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมิได้ดำเนินการ จึงยังคงใช้หลักสูตร 3 ปี และเปลี่ยนวุฒิเป็น "ประกาศนียบัตรเภสัชกรรม (ป.ภ.)" เทียบเท่าอนุปริญญา
  พ.ศ.2479 ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรขึ้นเป็นหลักสูตรระดับ "อนุปริญญาเภสัชกรรมศาสตร์" ระยะเวลา 3 ปีเท่าเดิม เป็นหลักสูตรที่ครอบคลุมเนื้อหาวิชาชีพเภสัชกรรมอย่างกว้างขวาง ตลอดจนนำเอาวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวข้องมาบรรจุเพิ่มเติมในหลักสูตรอีกหลายวิชา โดยเริ่มใช้หลักสูตรใหม่ในปี 2480 ขณะเดียวกันก็มีการแบ่งแยกออกเป็นแผนกวิชาต่าง ๆ ตามกฎหมาย
  พ.ศ. 2482 ฯพณฯ ดร.ตั้ว ลพานุกรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงเศรษฐการในขณะนั้น ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกอิสสระเภสัชกรรม-ศาสตร์อีกตำแหน่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2482 ซึ่ง ดร.ตั้ว ลพานุกรม ได้ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรเภสัชกรรมศาสตร์จนถึงระดับปริญญา (หลักสูตร 4 ปี) มีการจัดการบริหารการศึกษาเภสัชศาสตร์ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ จัดการสร้างอาคารเรียนถาวรของคณะเภสัชศาสตร์ขึ้นเป็นอาคารแรกในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เปิดใช้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 (จนถึงเดือนเมษายนของปี พ.ศ. 2525)
  พ.ศ. 2485 มีการโอนแผนกอิสสระเภสัชกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปสถาปนาขึ้นเป็นคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (อยู่ในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
  พ.ศ.2494 มีการพัฒนาและเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาโทของวิชาเภสัชศาสตร์ ผู้สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเภสัชศาสตรมหาบัณฑิต (ภ.ม.)
  พ.ศ. 2497 ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาหลักสูตรเภสัชศาสตร์ให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ โดยจัดการศึกษาเป็นหลักสูตร 5 ปี และได้มีผลในการใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นแนวทางของหลักสูตรเภสัชศาสตร์ที่ใช้จนถึงทุกวันนี้
  พ.ศ. 2507 มีการศึกษาเภสัชศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยจัดตั้งเป็นแผนกวิชาในคณะแพทยศาสตร์ และดำเนินการแยกออกมาเป็นคณะวิชาอิสระในภายหลัง นับได้เป็นคณะวิชาที่สอง
  พ.ศ. 2508 มีการแยกการจัดการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาเตรียมเภสัชศาสตร์ 2 ปีแรก สังกัดคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) และมาเข้าสังกัดคณะเภสัชศาสตร์อีก 3 ปี
  พ.ศ. 2512 ได้มีพระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2512 คณะเภสัชศาสตร์จึงเปลี่ยนนามสังกัดตามพระราชบัญญัตินี้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการดำเนินการก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์ขึ้นอีกคณะหนึ่งชื่อว่า คณะเภสัชศาสตร์ (พญาไท) ซึ่งปัจจุบันนี้มีชื่อว่า คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ถนนศรีอยุธยา เขตพญาไท (นับเป็นคณะเภสัชศาสตร์คณะที่สาม)
  พ.ศ. 2515 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอยู่ในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นคณะเภสัชศาสตร์คณะแรก ได้โอนสังกัดกลับมาขึ้นกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2515 และได้ย้ายอาคารเรียนไปอยู่ ณ บริเวณสยามสแควร์ ปี 2525 จวบจนปัจจุบัน
  ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มมีการสอนคณะเภสัชศาสตร์ โดยเริ่มรับนักศึกษาปีที่ 1
ในปี พ.ศ. 2507 โดยมีลักษณะเป็นแผนกวิชาหนึ่งในคณะแพทยศาสตร์ และแยกออกมาตั้งเป็นคณะเภสัชศาสตร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2515
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เปิดคณะเภสัชศาสตร์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519
มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดคณะเภสัชศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2523
มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นที่ตั้งของคณะเภสัชศาสตร์ คณะที่ 6 ของประเทศไทย โดยได้รับอนุมัติจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2528 และเริ่มรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2529
  การก่อตั้งคณะเภสัชศาสตร์เพิ่มขึ้นจนเป็น 6 คณะในปัจจุบัน ทำให้หลักสูตรของแต่ละคณะ มีความแตกต่างกันบ้างในบางส่วน แต่ในโครงสร้างส่วนใหญ่ในด้านวิชาแกนวิชาชีพแล้วมีความคล้ายคลึงกัน ความแตกต่างกันของหลักสูตรในแต่ละคณะวิชาจะอยู่ที่สภาพปัญหาของพื้นที่ที่ตั้ง แนวทางการพัฒนาเป็นสาขาเน้นเฉพาะทาง ฯลฯ
  ในปี พ.ศ.2536 และ 2537 จะมีโครงการจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะวิชาที่ 7 และที่ 8 ขึ้นในมหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ตามลำดับ
  คาดว่าจะมีการจัดตั้งโครงการเภสัชศาสตร์ศึกษาขึ้นในลักษณะเป็นคณะวิชาหรือภาควิชาใหม่ในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (วิทยาเขตองค์รักษ์) และหรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงเวลาต่อมา

 

© 2002 Faculty of Pharmacy Silpakorn University All rights reserved